"อาร์เอฟไอดี" คลัสเตอร์พันธุ์ใหม่
หยาดพิรุณ นุตสถาปนา

ด้วยความแรงประดุจดาวหางของเทคโนโลยี "อาร์เอฟไอดี" ที่วิ่งเข้ามากระทบชั้นบรรยากาศของไทย แบบไม่ทันตั้งตัว ทำเอาผู้ประกอบการน้อยใหญ่เริ่มหลงทิศชนิดที่มิ อาจรับมือกับแรงมหาศาลนั้นได้เพียงลำพัง

หลายฝ่ายเริ่มหาทางออก และในที่สุด "Thai RFID Forum " หรือเวทีความร่วมมือระหว่างบริษัทที่เกี่ยวข้องในสายการผลิต ไม่ว่าจะเป็นไมโครชิพ ตัวการ์ด เครื่องอ่าน และแอพพลิเคชั่นใช้งาน จึงเกิดขึ้นภายใต้ภารกิจหลักที่จะผลักดันให้เกิดมาตรฐานเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีในไทย นัยว่าจะเป็นการกำหนดทิศทางการพัฒนาร่วมในประเทศเพื่อให้สามารถแข่งขันกับชาติอื่นๆ ที่ขณะนี้เดินหมากแซงหน้าไปหลายกระดานแล้ว

ดร.พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ประธานสมาคมสมองกล ฝังตัวไทย (ทีซ่า) เปิดเผยว่าขณะนี้กลุ่มไทยอาร์เอฟไอดีฟอรัมได้จัดตั้งเป็นเครือข่ายวิสาหกิจ (คลัสเตอร์) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีกลุ่มนักวิชาการ ภาคเอกชน และนักพัฒนาไทย ซึ่งทำงานด้านพัฒนาเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีประกาศเป็นพันธมิตรร่วม

"วัตถุประสงค์หลักของความร่วมมือคือต้องการให้มีการกำหนดมาตรฐาน ทิศทางการพัฒนาและการใช้งานเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีของประเทศไทยขึ้นมา ซึ่งการรวมตัวเป็นคลัสเตอร์จะช่วยให้เราสามารถทำงานได้อย่างครบวงจร เพราะนั่นจะทำให้รู้ว่ามีการทำวิจัยเรื่องอาร์เอฟไอดีที่ไหนบ้าง และมีการผลิตไมโครชิพ ตัวอ่าน เครื่องอ่าน และแอพพลิชั่นที่เกี่ยวข้องในเทคโนโลยีนี้ตรงไหนบ้าง"

ขณะนี้คณะทำงานของกลุ่มกำลังศึกษาพัฒนาการของเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีทั่วโลก รวมทั้งมาตรฐานที่มีอยู่และที่กำลังจะพัฒนาร่วมกันระหว่างประเทศต่างๆ ในโลก สาเหตุหลักที่ทำให้ทีมงานชุดนี้ต้องเร่งมือสร้างมาตรฐานร่วมกันก็เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและผลักดันให้เกิดมาตรฐานเดียวกันภายในประเทศ

"ปัจจุบันอาร์เอฟไอดีมีหลายมาตรฐาน เราจึงควรหันมาพูดคุยกันถึงมาตรฐานที่เหมาะกับบ้านเรา ซึ่งเมื่อได้ข้อสรุปแล้วผู้ประกอบการก็จะได้ไม่หลงทิศทาง และมีการพัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน" ดร.พันธ์ศักดิ์ กล่าว

และล่าสุดคณะทำงานมีมติเห็นพ้องกันว่าตัวอย่างมาตรฐานที่จำเป็นต้องกำหนดอย่างเร่งด่วน ได้แก่ มาตรฐานความถี่สำหรับเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีในช่วงความถี่ยูเอชเอฟ (UHF) ซึ่งมาตรฐานนี้จะเป็นส่วนสำคัญของการนำอาร์เอฟไอดีมาใช้เป็นรหัสสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Product Code : EPC) ซึ่งจะค่อยๆ เข้ามาเสริมและทดแทนรหัสบาร์โค้ดที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งประเทศต่างๆ ในโลกได้เริ่มกำหนดความถี่ในย่านนี้กันแล้ว นั่นหมายความว่าหากไทยยังล่าช้าก็อาจมีผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐ ยุโรป หรือญี่ปุ่นได้

ส่วนมาตรฐานเร่งด่วนประการที่สอง ได้แก่ การกำหนดรหัสประจำตัวสัตว์ของประเทศไทย ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับรหัสประจำตัวประชาชน แต่จะนำไปใช้กับสัตว์เศรษฐกิจและสัตว์เลี้ยง เหตุที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก ก็เพราะสหภาพยุโรป (อียู) ญี่ปุ่น สหรัฐ และออสเตรเลียได้ออกข้อบังคับมาแล้วว่า "เนื้อสัตว์ที่นำเข้าจะต้องสามารถถูกตรวจสอบย้อนกลับได้" (food traceability)

จึงไม่แปลกที่เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีจะถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของระบบตรวจสอบในฟาร์มและกระบวนการผลิตอาหาร แน่นอนว่าหากเราไม่มีการกำหนดรหัสประจำตัวสัตว์ของประเทศ การตรวจสอบย้อนกลับก็จะเป็นปัญหา สิ่งที่ตามมาก็คือการสูญเสียตลาดส่งออก อย่าง เนื้อไก่ กุ้ง ที่มีมูลค่ากว่าหนึ่งแสนล้านบาทต่อปี

แม้คลัสเตอร์อาร์เอฟไอดีในไทยจะเพิ่งเริ่มต้น แต่ดร.พันธ์ศักดิ์ก็เชื่อว่านี่จะเป็นก้าวแรกที่นำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องได้อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะขณะนี้ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ได้เข้าช่วยเชื่อมรอยต่อของการผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นไมโครชิพ หรืออุตสาหกรรมซอฟต์แวร์

"ตอนนี้อยู่ในขั้นของการศึกษาข้อดีข้อเสียของมาตรฐานต่างๆ ที่มีอยู่ ว่าอย่างไหนน่าจะเหมาะใช้งานในบ้านเรา ซึ่งหากได้ข้อสรุปแล้วก็จะผลักดันให้ภาครัฐช่วยในการสร้างเป็นมาตรฐาน และจัดตั้งหน่วยงานทดสอบและรับรองคุณภาพ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ผลิตและผู้บริโภคในไทยได้"

ขณะที่มาตรฐานอาร์เอฟไอดีในไทยยังไม่เด่นชัด แต่ด้วยความแรงของตัวเทคโนโลยีทำให้องค์กรขนาดใหญ่หลายแห่งหันมาให้ความสนใจ และเริ่มเตรียมความพร้อมที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในองค์กรบ้างแล้ว

สมิทธิ์ สุขสมิทธิ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ไอแดนทิไฟ จำกัด ผู้ทำธุรกิจเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีในไทย บอกว่าขณะนี้บริษัทได้เริ่มพัฒนาเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีให้ออกมาอยู่ในรูปของผลิตภัณฑ์ที่เห็นภาพได้อย่างชัดเจนแล้ว และเริ่มมีลูกค้าสนใจนำระบบไปทดลองใช้ในหลายแห่ง อาทิระบบการขนส่งของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) เป็นต้น

"การประยุกต์ใช้งานก็เช่นนำเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีมาใช้กับรถบรรทุก ตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อช่วยจัดการระบบขนส่งของบริษัทให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมตรวจสอบได้ว่าเมื่อเอาชิพไปติดกับสินค้าเพื่อเข้าสู่ระบบขนส่ง ข้อมูลทั้งหมดจะเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ พร้อมตรวจสอบว่าเริ่มส่งสินค้าเมื่อใด ส่งที่ไหน อย่างไร ถ้าหากสินค้าถูกส่งไปผิดที่หมาย ระบบก็สามารถตรวจสอบความผิดพลาดได้ทันที ซึ่งจะเข้ามาเป็นตัวเสริมให้ระบบขนส่งรวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น" สมิทธิ์ อธิบาย และว่า

"ในอนาคตกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมีนโยบายที่จะพัฒนาทะเบียนรถอัจฉริยะที่ติดตั้งเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี โดยเป็นความร่วมมือระหว่างเนคเทค ซอฟต์แวร์ปาร์ค ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) และบริษัทไอแดนทิไฟ ร่วมกันพัฒนาต้นแบบชิพติดเครื่องยนต์เพื่อใช้กับระบบทางด่วนแบบใหม่ ที่สามารถคำนวณราคาร่วมค่าบริการทางด่วน โดยใช้บัตรเงินสดติดชิพอาร์เอฟไอดีโดยไม่ต้องต่อจอดรถต่อคิวเสียค่าทางด่วนเหมือนเคย ซึ่งคาดว่าหากนโยบายนี้เป็นผลสำเร็จจะทำการทดลองใช้จริงประมาณหนึ่งปีข้างหน้า"

สมิทธิ์เชื่อว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าเราจะได้เห็นเทคโนโลยีนี้เติบโตอย่างมากในไทย แต่ปัญหาที่สำคัญก็คือตอนนี้บริษัทหลายแห่งกำลังหันไปเลือกใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศ เหตุเพราะยังไม่มีความชัดเจนทั้งในเรื่องมาตรฐานและการใช้งานที่เห็นได้ชัดในไทย

"นี่คือคำตอบที่ว่าทำไมเราถึงต้องรีบสร้างคลัสเตอร์ขึ้นมา เพราะนั่นจะเป็นการเปิดตัวให้ผู้ใช้งานได้รู้จัก และบอกให้รู้ว่าไทยเองก็สามารถทำได้ หากเราไม่ดำเนินการตั้งแต่ตอนนี้...ทุกอย่างก็อาจสายเกินไป" ดร.พันธ์ศักดิ์ ทิ้งท้าย

สำหรับผู้สนใจเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีสามารถเยี่ยมชมการสาธิตใช้งานได้ที่อาร์เอฟไอดีพาวิลเลียนภายในงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ระหว่างวันที่ 19-23 ตุลาคมนี้ ณ อิมแพค เมืองทองธานี

 
  ข่าวจากเวปไซต์ www.bangkokbiznews.com